ตอนที่ 2 ผู้บันดาลเล่นฤทธิ์ปรุงแต่งสรรพสิ่ง
การแต่งเพลงจากเหตุการณ์ในครั้งที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับตนเองหรือเกิดขึ้นกับผู้อื่นเรียกว่าการแต่งเพลงด้วยเหตุประสบการณ์หรือแต่งจากประสบการณ์ของตนเอง  ลองมองดูในตัวของผู้แต่งเองสิว่ามีประสบการณ์เรื่องใดที่คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจนำขึ้นมาประยุกต์พลิกแพลงแต่งเป็นบทเพลงมีสักกี่เรื่องและเป็นเรื่องใดบ้างมีมากหรือมีน้อย  ต่อไปให้ผู้แต่งคิดต่อไปว่าแล้วจะแต่งทำเช่นไรให้เป็นบทเพลงที่น่าฟัง  ผู้แต่งจะใช้วิธีใดที่จะนำประสบการณ์ของตนเองเป็นจุดขาย  การแต่งเพลงจากประสบการณ์ของตนเองหรือของผู้อื่นผู้แต่งเป็นผู้ที่ถ่ายทอด  แต่การแต่งเพลงเช่นนี้ผู้แต่งไม่ใช่คุณครูที่จะจูงใจผู้ฟังโดยการบังคับต้องเป็นอย่างนี้นะ ต้องทำเช่นนี้นะ การแต่งแบบวิธีนี้จึงไม่เป็นที่นิยม  เพราะผู้แต่งกำลังได้อบรมสั่งสอนผู้ฟังเหมือนกับคุณครูสอนนักเรียนในห้องเรียนอย่างไรอย่างนั้น  ในทางที่ดีมีวิธีที่ใช้กันซึ่งเป็นที่นิยมโดยการแต่งให้เกิดความเป็นกลางของเหตุเป็นกลางของเรื่องแล้วแสดงให้เห็นถึงการแตกออกเป็นวิถีทางใดทางหนึ่งแล้วให้ผู้ฟังเลือกตัดสินใจโดยการใช้พิจารณาของผู้ฟังเองเลือกรับเอาโดยการสมัครใจได้ว่าสิ่งที่ตัดสินใจเลือกรับมาแล้วเป็นสิ่งที่ดีไหมเป็นสิ่งที่ถูกไหมหรือเป็นสิ่งที่ผิดหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการแต่งโดยการเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้มีโอกาสตัดสินใจมิใช่เป็นการแต่งเพลงแบบปิดโอกาสซึ่งคล้ายดั่งเป็นการมัดมือชกผู้ฟังเพียงฝ่ายเดียวและจะสะท้อนออกต่อมาว่าเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ฟังคือเป็นการเชิงบังคับซึ่งผู้แต่งเองอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วยซ้ำไปว่า  การแต่งเพลงคือการถ่ายทอดซึ่งการถ่ายทอดย่อมเหมือนคุณครูแต่ไม่ใช่คุณครู  หากแต่งเพลงที่ถ่ายทอดแบบไม่ใช่คุณครูผลงานก็จะออกมาดีเป็นสิ่งที่น่าพอใจอาจได้ประสบความสำเร็จให้ได้ประยุกต์วิธีพัฒนาทางด้านการแต่งเพลงของผู้แต่งเองให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
การแต่งเพลงโดยนำเรื่องราวของผู้อื่นมาอ้างอิงเป็นเหตุ  การเลือกใช้แต่งเพลงวิธีนี้ผู้แต่งเองควรระวังในเรื่องของมารยาทให้เป็นอย่างสูงเพราะผู้แต่งจะกระทำตนเหมือนคนชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านหรือเรื่องของคนอื่นที่อยู่รอบๆตัวของผู้แต่งเป็นส่วนใหญ่  หากเป็นการเจาะจงในเรื่องราวของผู้อื่นบางทีผู้แต่งต้องลงเข้ามาหาข้อมูลด้วยตนเอง ลองพูดคุยกัน ลองสัมภาษณ์ตั้งข้อคำถามที่ผู้แต่งอยากจะรู้ในสิ่งใดเป็นการเพิ่มเติมหากได้ข้อมูลเป็นวัตถุดิบที่ต้องการแล้วจึงค่อยนำมาเรียบเรียงลำดับเรื่องราวแต่งเป็นบทเพลงวิธีนี้ซึ่งอาจจะดีกว่าที่ผู้แต่งต้องคอยหลบๆซ่อนๆเป็นผู้ลักเล็กขโมยน้อยหาข้อมูลเรื่องราวของผู้อื่นโดยที่ซึ่งเขาไม่ได้อนุญาตให้กับผู้แต่ง  ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เสียมารยาทอย่างยิ่งซึ่งผู้แต่งเองได้ควรระวัง  ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ค่อยๆทำซึ่งไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมทำให้นุ่มนวลแนบเนียนในสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีคนสนใจนำเอาสิ่งเรื่องราวของคุณมาแต่งเป็นบทเพลง  เรื่องราวของผู้อื่นอาจเห็นได้ง่ายโดยทั่วไปคือในเรื่องของความรัก ในเรื่องของครอบครัว ในเรื่องของการศึกษาในเรื่องของอาชีพการงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นแค่หัวเรื่องส่วนข้อมูลรายละเอียดผู้แต่งควรค้นคว้าค้นหาเอาเองเพื่อเป็นการฝึกฝนในเรื่องราวของการหาแหล่งข้อมูลให้กับตนเอง
การแต่งจากเรื่องใกล้ตัว  คือเรื่องใกล้ตัวในการใช้ชีวิตประจำวันตั้งแต่การตื่นนอนอยู่ในบ้าน การทำภารกิจส่วนตัว การออกจากบ้าน การเดินทางไปทำงานไปสถานศึกษาการพบปะพูดคุยกับเพื่อน หรือการเกี่ยวพันทางสังคมจนถึงสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราเป็นเรื่องราวใกล้ตัวเราแทบทั้งสิ้น  ซึ่งผู้แต่งคิดว่าข้อมูลใดที่ใกล้ตัวสามารถนำมาเป็นเรื่องราวแต่งเป็นบทเพลงได้และข้อมูลใดที่ใกล้ตัวที่เป็นเรื่องแปลกในสิ่งที่คิดคาดไม่ถึงว่าเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน  การแต่งเพลงจากเรื่องใกล้ๆตัวซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่หลายๆคนก็ได้พบเจอด้วยตัวเองบางทีอาจเป็นเรื่องเปิ่นๆเชยๆที่ได้นำเอาเรื่องราวเหล่านี้มานำเสนอ  แต่หากถ้ามองอีกทางหนึ่งซึ่งผู้แต่งส่วนมากจะมองออกไปข้างหน้าซึ่งแสดงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลหากถ้าได้แต่งเพลงที่อยู่รอบๆข้างแล้วบางทีก็เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์คาดไม่ถึงทีเดียวว่าสามารถแต่งเพลงเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร  การแต่งเพลงจากเรื่องใกล้ตัวจากสิ่งที่ใกล้ตัวจะมีเคล็ดลับอยู่ที่การอธิบายเนื้อหาและรายละเอียดที่น่าดูน่าแตกต่างไปจากวิธีปฏิบัติของคนโดยทั่วไปคือเรื่องใกล้ตัวที่มีความแปลกไปจากผู้อื่นนั่นเอง
การแต่งจากภาพถ่ายแล้วขยายความเป็นเรื่องราว  บางทีผู้แต่งอาจต้องใช้การเดินทางเพื่อไปสถานที่ใดสักที่หนึ่งแล้วเกิดการชื่นชอบก็ได้บันทึกภาพเพื่อเก็บไว้ดูหรือเก็บข้อมูลจริงเพื่อไว้ในการแต่งเพลง  วิธีนี้จะเป็นการใช้ต้นทุนหรือได้มีการลงทุนด้วยเวลาและเงินทองเพื่อที่จะไปหาข้อมูลหรือเรื่องราวในสถานที่ไกลๆ  แต่ถ้าว่าลองฝึกดูภาพแล้วใช้พิจารณาในการใช้วิถีชีวิตของผู้คนในรูปภาพว่าได้แสดงถึงเหตุเรื่องใด  ซึ่งผู้แต่งก็ย่อมใช้การจินตนาการเข้ามาผสมผสานในการใช้ทัศนคติและวิสัยทัศน์ซึ่งอาจจะแยกแยะไม่ออกว่าผู้แต่งใช้สิ่งใดในการแต่งเพลง  และการลงมือแต่งเพลงจะใช้ตัวละครใดเป็นตัวเอกถ้าใช้ตัวละครผู้ชายเป็นตัวเอกเพลงที่จะถูกแต่งขึ้นมาก็จะเป็นเพลงสำหรับผู้ชายขับร้อง  และต่อไปผู้แต่งจะเรียบเรียงให้เกิดขึ้นตามลำดับของเวลาและสถานการณ์ที่ควรจะเกิดขึ้นด้วยการใช้ตัวละครอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิง  ผู้แต่งอาจกล่าวได้ถึงหลายวิถีทางคือ  จะใช้ตัวละครแค่สองคนกล่าวถึงความรักที่สมหวังเป็นสิ่งที่เสริมแรงให้กำลังใจกันซึ่งการแต่งใช้วิธีนี้จะเป็นการแต่งที่เป็นบวกคือใช้จินตนาการใช้ทัศนคติใช้วิสัยทัศน์ใช้อารมณ์ที่เป็นบวกทั้งนั้น  หรือผู้แต่งอาจเพิ่มตัวละครผู้ชายเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งคนอยู่ในเรื่องให้เกิดเป็นรักสามเส้าเพียงแค่อ้างอิงให้เกิดมีบุคคลที่สามเข้ามา  อาจจะกล่าวถึงความรักที่เริ่มจะมีความแตกร้าวและหวาดระแวงซึ่งกันการแต่งวิธีนี้จะใช้จินตนาการใช้ทัศนคติใช้วิสัยทัศน์และใช้อารมณ์ที่เป็นลบให้เกิดขึ้นทั้งนั้น  บางครั้งหากได้มองเห็นอีกมุมหนึ่งของผู้แต่งเพลงก็คือผู้แต่งจะมีลักษณะคล้ายกับคนเขียนบทละครซึ่งจะกำหนดเรื่องราวให้เกิดขึ้นได้เป็นไปในทิศทางใดก็ได้ให้สุขสมหวังก็ได้หรือให้ทุกข์เสียใจก็ได้ให้เกิดเป็นเรื่องราวซึ่งอยู่ในบทเพลง  รูปภาพบางรูปอาจจะเป็นเกี่ยวกับวิวทิวทัศน์หรือทัศนียภาพที่เกิดขึ้นตามชนบทมีบ้านมีทุ่งนามีกองฟางมีวัวควายมีภูเขามีลำธารน้ำตกและเหล่าแมลงสัตว์พืชพรรณต่างๆสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้คือเป็นองค์ประกอบหลักแล้วเพิ่มตัวละครใส่เข้าไปหนึ่งคนให้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ซึ่งให้ดำรงชีวิตเพียงลำพังคนเดียว  ต่อไปผู้แต่งจะกล่าวถึงการรอคอยอ้างอิงถึงคนรักคนหนึ่งซึ่งทำให้เกิดการคิดถึงห่วงหากันขึ้นมาก็ได้ หรือจะให้ถูกคนรักตีจากทิ้งไปมีเหตุซึ่งทำให้ได้อยู่คนเดียวเพียงลำพังก็เป็นไปได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน
การแต่งโดยใช้อารมณ์พาไป  ผู้แต่งที่อยู่ในระหว่างฝึกหัดบางครั้งอาจจะเป็นการแต่งโดยถูกกำหนดด้วยอารมณ์ของตัวเองคือการไหลลื่นของอารมณ์หรือการไหลลื่นของภาษาที่ใช้  ซึ่งอารมณ์เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสัมผัสของคำที่ใช้ภาษามาเป็นคำสัมผัสได้อย่างถูกต้อง  แต่ประโยคเนื้อหาส่วนมากจะไม่ถูกต้องตามหลักซึ่งควรจะเป็น  สิ่งนี้เรียกว่าแต่งโดยใช้อารมณ์เป็นตัวกำหนดสร้างพาไปตามอำเภอใจซึ่งขาดไร้เหตุผลที่จะนำมาอ้างอิงให้เกิดเป็นสาระเนื้อหาที่ดี  ผู้แต่งเพลงเมื่อแต่งได้ครบในหนึ่งประโยคให้ผู้แต่งทำการตรวจสอบผลงานของตนเองทุกประโยคหรือทุกๆคำที่ได้มีการแต่งขึ้นมาว่าได้เรียงเรียงถ่ายทอดด้วยเหตุผลที่ดีแล้วหรือไม่  ควรพิจารณาและใช้หลักคิดให้ถี่ถ้วนว่าผู้แต่งให้เหตุผลนำมากำหนดอ้างอิงเป็นส่วนประกอบในการแต่งเพลงได้ดีแล้ว  ซึ่งมิใช่เป็นการแต่งโดยใช้อารมณ์เป็นตัวกำหนดให้พาไปแต่อย่างใด  เมื่อผู้แต่งตรวจสอบผลงานของตัวเองหลายๆครั้งหลายๆรอบจนเกิดความชำนาญในเหตุผลที่ดีแล้ว ครบถ้วนสมบูรณ์ดีแล้ว ผู้แต่งเองจะหมดปัญหาหรือหมดอุปสรรคในการแต่งเพลงด้วยความสับสนวกวนไม่มีให้เกิดขึ้นอยู่ในบทเพลงของผู้แต่งแม้แต่คำเดียว  ผู้แต่งเพลงจะเป็นทั้งผู้ผลิตคิดค้นสร้างขึ้นและก็จะเป็นผู้ตรวจสอบด้วยเหตุผลให้ถูกต้องเกิดความเรียบร้อยรวมสองสิ่งนี้ให้อยู่ในตัวของผู้แต่งเอง  ผู้แต่งฝึกหัดจะมีวิธีคิด วิธีสังเกต วิธีจดจำในสิ่งที่ตั้งข้อสงสัยให้เกิดขึ้นมาเป็นคำถาม  ดังนั้นผู้แต่งก็จะลงมือแต่งเพลงโดยการคิดและหาคำตอบซึ่งจะเกิดขึ้นอยู่ในบทเพลงและหวังว่าผู้แต่งจะคิดค้นหาคำตอบนั้นได้โดยจะไม่ใช้อารมณ์เป็นเหตุให้พาไป  หากเมื่อมีเหตุให้เกิดความสับสนของอารมณ์ที่วกวน  ผู้แต่งเองก็ควรกล้าที่จะตัดทิ้งคัดทิ้งหรือรื้อทิ้งไปทั้งประโยคทั้งท่อนหรือกล้าตัดทิ้งทั้งหมดทั้งเพลงแล้วแต่งขึ้นใหม่และไม่ควรคิดเสียดายในผลงานที่แต่งขึ้นบางทีการเกิดวิกฤติในการแต่งเพลงอาจจะถูกดัดแปลงให้เกิดเป็นผลงานทีดีได้ในคราวต่อไปสิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นกับผู้แต่งแทบทุกคน
การตั้งคำถามในการแต่งเพลง  ซึ่งอาจเปรียบดั่งพล็อตเรื่องหรือหัวเรื่องหรือหัวข้อและขยายความเรียบเรียงโดยการแต่งเป็นบทเพลงและในคราวเดียวกันกับสิ่งที่เป็นท่อนสุดท้ายของเพลงอาจจะมีคำตอบซ่อนอยู่ก็เป็นได้  หรือคำตอบอาจจะถูกเปลี่ยนมาเก็บซ่อนไว้ในท่อนฮุก หรือเป็นท่อนเป็นส่วนที่แยกออกไปก็เป็นได้  คำตอบของเพลงในส่วนใหญ่จะอยู่เพียงแค่สองท่อนนี้คือท่อนฮุกและท่อนสุดท้ายเท่านั้นซึ่งเป็นที่นิยมใช้กัน  คำตอบของเพลงคือส่วนที่เป็นความหมาย  ความหมายของเพลงก็คือคำตอบที่เก็บซ่อนอยู่  ผู้แต่งคงเคยได้ยินคำว่าเพลงนี้มีความหมายดี นั่นก็คือว่าเป็นบทเพลงที่มีคำตอบอยู่ในเนื้อหาสาระนั่นเอง  การแต่งเพลงที่สอดแทรกให้ความหมายหรือให้คำตอบอยู่ในบทเพลงหากผู้แต่งแต่งเพียงบทแรกแล้วให้ความหมายเลยก็จะรู้สึกได้ว่าการขยายความเล่าเรื่องใช้เหตุอ้างอิงยังไม่เพียงพอ  คือยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นท่อนที่ควรให้ความหมายนั่นเอง  บางครั้งอาจให้ความหมายดีแต่องค์ประกอบไม่ดีก็เป็นได้  องค์ประกอบที่ไม่ดีคือทำนองเพลงหรือส่วนที่เป็นหัวใจของเพลงที่เรียกว่าท่อนฮุกหรือท่อนที่แยกออกไปหากสิ่งเหล่านี้รวมอยู่ด้วยแล้วก็จะเกิดความสมบูรณ์เติมเต็มในสิ่งที่ควรแก่การรับฟังโดยให้ผู้ฟังรับประโยชน์ในส่วนที่ได้ความรู้  การตั้งคำถามในการแต่งเพลงเป็นการซ่อนคำถามอยู่ในพล็อตเรื่องแล้วดำเนินเรื่องไปคิดค้นแสดงหาคำตอบให้เจอแล้วสอดแทรกผสมผสานไว้ในบทเพลงเป็นการแต่งเพลงที่ผู้แต่งค้นหาคำตอบอยู่ภายในตัวของบทเพลงเอง  ผู้แต่งเคยสงสัยสิ่งใดไหมแล้วเกิดตั้งโจทย์คำถามขึ้นมาแล้วคิดค้นขยายความหาเหตุผลแสดงที่มาจนกว่าจะพบเจอคำตอบจึงทำให้เกิดความเข้าใจได้หายข้อสงสัยแล้วจึงหยุดคิดจบลงเคยไหม  บางทีมีโจทย์คำถามขึ้นมาแต่ไม่มีคำตอบเคยไหม  การแต่งเพลงก็เช่นกันจะใช้หลักวิธีคิดแสดงหาที่มาของเหตุผลเรียบเรียงเรื่องให้ถูกต้องตามลำดับของเวลาจนกว่าจะพบเจอคำตอบเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจของผู้แต่งเอง
การแต่งจากมุมกว้างเข้ามาหามุมแคบหรือจุดเล็กๆ  คือการแต่งแบบอย่างโดยทั่วไปที่นิยมแต่งตามมุมมองของวิธีเดียวกันนี้เป็นส่วนมาก  ผู้แต่งจะถ่ายทอดเล่าเรื่องโดยใช้วิธีเทคนิคใดๆเข้ามาผสมผสานในการแต่งก็ตาม  อาจจะเล่นคำใช้ภาษาที่สละสลวยสวยงามฟังแล้วหวานหูให้ความไพเราะด้วยเหตุที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องตามลำดับของเวลาที่ควรจะเกิดขึ้นไห้เป็นเรื่องราวได้ดี  หรือเป็นผู้ที่ใช้ภาษาได้ดีหรือจะเป็นอะไรก็ตามแต่ที่ผู้แต่งสามารถเป็นได้ทำให้เกิดขึ้นได้ในคราวเดียวกันได้อย่างหลายๆเหตุผลที่รวมอยู่ในบทเพลงที่แต่งขึ้นจนกว่าจะพบความหมายพบบทสรุปจนจบประเด็นจบเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นบทเพลง  แล้วทำการตรวจสอบโดยการเล่นซ้ำไปซ้ำมาให้เกิดความคุ้นเคยหากประโยคคำใดอาจจะไม่สวยงามหรือเกิดการสะดุดของอารมณ์ที่ไม่ไหลลื่นก็แก้ไขลบออกเปลี่ยนแปลงโดยการแต่งขึ้นมาใหม่จนกว่าจะเกิดความพึงพอใจในผู้แต่งเอง  หากผู้แต่งได้แต่งเพลงต่อไปก็อาจได้ใช้วิธีเดียวกันเช่นนี้นำมาเป็นแบบเป็นโครงสร้าง  คือการแต่งจากมุมกว้างๆเข้ามาหามุมแคบหรือข้อมูลที่เป็นน้ำเรื่องที่เป็นน้ำ เข้ามาหาข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระหรือเรื่องที่เป็นน้ำเข้ามาหาเรื่องที่เป็นเหตุผล  ซึ่งโครงสร้างหลักคิดวิธีนี้ย่อมเปรียบดั่งภูเขาที่มีฐานกว้างเรียบติดกับพื้นดินแล้วสูงขึ้นบีบแคบขึ้นไปจนถึงจุดที่แคบที่สุด ถึงจุดที่สูงที่สุด ถึงจุดที่เล็กที่สุดนั่นก็คือการแต่งจากมุมกว้างเข้ามาหามุมแคบ
การแต่งจากมุมแคบออกไปหามุมกว้าง  เป็นการแต่งแบบต่างมุมมองหรือแต่งแบบความตรงกันข้ามซึ่งส่วนมากไม่ค่อยเป็นที่นิยมแต่งกันเพราะเรื่องราวที่จะนำมาแต่งเป็นเหตุที่สำเร็จแล้วประสบผลแล้ว ถึงเป้าหมายแล้ว ได้รับชัยชนะแล้ว หรือบรรลุผลแล้ว  วิธีแต่งแบบนี้คือแสดงเรื่องราวที่ได้ประสบความสำเร็จแล้ว  คือความหมายของเรื่องหรือมุมแคบๆ หรือจุดเล็กๆ ถ่ายทอดเรียบเรียงเล่าเรื่องให้เกิดเป็นช่วงตามลำดับของเวลาให้เกิดความถูกต้องในสิ่งที่ได้เผชิญฟันฝ่ามา  ได้พบอุปสรรคเป็นเช่นอย่างไรมีผู้ใดได้ร่วมทางฟันฝ่ามาบ้างไหมลองนึกและไตร่ตรองดูสิว่าได้รับความลำบากมากี่ครั้งมากน้อยเพียงใด  ระหว่างนั้นมีใครคอยช่วยเหลือบ้างไหม  ความอดทนและความพยายามของจิตใจจะมีพละกำลังมากพอที่จะไม่ให้เกิดเสียงพร่ำบ่นด้วยความย่อท้อให้เกิดความท้อแท้ถดถอยมีบ้างไหม  การแต่งเช่นนี้จะเป็นการแต่งที่เล่าเรื่องกล่าวถึงอดีตที่ผ่านมา  มีข้อมูลเนื้อหาที่เป็นสาระความหมายที่ประสบความสำเร็จแล้วซึ่งเป็นปัจจุบันคือมุมแคบออกไป  หาสาระสิ่งที่เป็นน้ำในมุมกว้างออกไป  คือสิ่งที่เป็นแต่น้ำมีแต่น้ำจนเบาบางกว้างออกไปจะคล้ายกับสิ่งที่เป็นภูเขาคือภูเขาที่มียอดแหลมแต่ถ้าได้กลับหัวเรียบกับพื้นดินคือจุดที่แคบมุมที่แคบให้เป็นเนื้อหาแล้วฐานปลายบานกว้างออกคือสิ่งที่มีเนื้อหาน้อยมีแต่น้ำ  การแต่งบทเพลงเช่นนี้วิธีนี้จะเกิดมีความสุขด้วยรอยยิ้มที่สมหวังและคละเคล้ากับความยากลำบากจะเกิดขึ้นรวมอยู่ในเพลงเดียวกันอาจจะไม่เป็นที่นิยมใช้แต่งกันแต่หากถ้าได้แต่งขึ้นมาสำเร็จแล้ว  เนื้อหาสาระจะมีความหมายที่ดีให้มุมมองให้แง่คิดให้ประสบการณ์คือเป็นวิธีที่สอดแทรกให้ความรู้ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในการต่อสู้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง  ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่ค่อนข้างยากเช่นกันในการใช้สำหรับไว้แต่งเพลง  แต่ถ้าหากสิ่งที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วเป็นสิ่งที่ผิดหวัง หัวข้อคือผิดหวัง ความหมายก็คือความผิดหวัง  หากเป็นการแต่งก็จะเล่าเรื่องกล่าวถึงอดีตเช่นกัน  และลองสังเกตดีๆว่าหากแต่งเพลงได้เสร็จแล้วสำเร็จแล้วสิ่งที่มีความสุขด้วยรอยยิ้มและความหัวเราะใดๆจะไม่มีสอดแทรกคละเคล้าเข้ามาผสมปะปนได้แต่อย่างใด  ลองสังเกตดีๆนะ  จะแตกต่างกันนะ  กับหัวข้อที่ผ่านมา  แยกออกให้ได้รู้นะ พอรู้แล้วก็จะเห็นความแตกต่าง พอเห็นถึงความแตกต่างก็จะได้คิดในสิ่งที่สร้างสรรค์ให้เป็นผลงานของผู้แต่งได้ดีต่อไป
การตั้งชื่อเพลงขึ้นมาก่อนแล้วจึงค่อยแต่งเนื้อคำร้องขึ้นทีหลัง  การตั้งชื่อเพลงไม่จำกัดว่าจะมีได้กี่คำ  บางเพลงตั้งชื่อใช้แค่คำเดียวหรือมากสุดได้ไม่เกินแปดคำก็พอให้ได้รู้ว่าชื่อเพลงประโยคนี้ยาวมากก็เพียงพอที่จะจดจำชื่อเพลงได้  ผู้แต่งอาจชอบใช้ในการตั้งชื่อเพลงเกินสี่คำขึ้นไปและทุกครั้งที่เพลงถูกแต่งขึ้นมาก็จะพบว่าชื่อเพลงจะต้องมีความยาวเกินสี่คำขึ้นไปเพื่อสร้างเอกลักษณ์หรือลักษณะของเพลงให้แตกต่างออกไปจากเพลงอื่นๆ  การตั้งชื่อเพลงขึ้นมาก่อนนี้ให้เข้าใจความหมายว่าต้องคิดค้นหาพล็อตเรื่องขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรกแล้วจึงค่อยตั้งชื่อเพลงเป็นอันดับต่อไป  และต่อไปก็เข้าสู่กระบวนการคิดถ่ายทอดเรียบเรียงกระทำแต่งขึ้นเป็นบทเพลงตามแผนของพล็อตเรื่องที่ถูกนำมาสร้างไว้อยู่ในระบบการคิดและการจินตนาการให้เกิดเป็นผลเป็นรูปร่างขึ้นมา  บางทีกรรมวิธีการผลิตในการแต่งเพลงอาจจะกระทำข้ามไปสลับมาก็ได้  เมื่อผู้แต่งเพลงมีความชำนาญเกิดขึ้นค่อนข้างสูงมีฝีมือในการแต่งโดยใช้ความพลิกแพลงในระบบได้ดีซึ่งไม่จำเป็นต้องคิดหาพล็อตเรื่องขึ้นมาก่อน  อาจจะตั้งชื่อเพลงขึ้นมาก่อนแล้วทำการขยายความของชื่อเพลงนั้นออกไปจนครบสำเร็จเป็นบทเพลง  ซึ่งการแต่งแบบวิธีนี้ถ้ามองในมุมง่ายก็จะถือว่าง่ายหากถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็จะมีความยากหากได้ปฏิบัติแล้วก็อาจจะยากได้เช่นกัน
การแต่งเพลงขึ้นมาก่อนแล้วค่อยตั้งชื่อเพลงทีหลัง  เมื่อผู้แต่งมีพล็อตเรื่องแล้วและไม่คำนึงถึงการตั้งชื่อเพลงก็ให้แต่งเพลงขึ้นมาให้เสร็จสรรพก่อนแล้วจึงกลับมาตั้งชื่อเพลงทีหลัง  โดยส่วนมากผู้แต่งจะเลือกใช้วิธีนี้เพราะได้ลงมือแต่งเลยกระทำเลยซึ่งเป็นการรวดเร็วที่ให้ความสำคัญของการแต่งเพลงนั้นมาก่อนการตั้งชื่อเพลง  เมื่อแต่งเพลงเสร็จสมบูรณ์ดีแล้วการตั้งชื่อเพลงทีหลังส่วนมากจะนิยมหยิบยืมนำมาใช้จากเนื้อคำร้องในประโยคใดประโยคหนึ่งที่แต่งไว้ นำมาตั้งเป็นชื่อเพลง เพราะจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการตั้งชื่อเพลงก่อนแล้วค่อยแต่งเนื้อคำร้องทีหลัง  โดยทั่วไปแล้วเพลงบางเพลงที่ผู้แต่งแต่งขึ้นมาก็ยังไม่สามารถคิดตั้งชื่อเพลงให้เหมาะสมกับบทเพลงที่แต่งขึ้นมาได้  บางทีอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการตั้งชื่อเพลง  เพราะตั้งชื่อมาแล้วอาจจะไม่ถูกใจก็คัดตัดทิ้งไปแล้วคิดชื่อเพลงตั้งขึ้นมาใหม่หรือไม่ก็หาผู้ช่วยเข้ามามีส่วนร่วมในการตั้งชื่อเพลงกันหลายๆคนแล้วหาชื่อที่เหมาะสมดูดีเข้ากันกับบทเพลงได้ดีก็ให้เลือกเอาชื่อนั้นบางครั้งชื่อเพลงอาจเป็นสิ่งสำคัญ หากยังไม่ได้ชื่อเพลงตามที่ใจประสงค์ไว้ เพลงที่แต่งขึ้นมานั้นบางทีก็ถูกปล่อยวางไว้ชั่วขณะเพราะยังคิดหาตั้งชื่อเพลงไม่ได้อาจจะต้องใช้เวลานานเป็นวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว  ซึ่งถือว่าเป็นการยากพอสมควรกับการเอาใจใส่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการตั้งชื่อเพลงบางทีเมื่อสมองได้ถูกปล่อยวางได้รับการปลดปล่อยผ่อนคลายด้วยการพักผ่อนเป็นเวลานานๆการปิ๊งไอเดียก็อาจจะเกิดขึ้นมาได้อย่างง่ายดายให้ได้ตั้งชื่อเพลงได้อย่างไม่มีติดขัดและอาจจะเป็นที่ถูกใจได้ดีในขณะที่ใช้เวลาอันรวดเร็ว  ซึ่งเหตุการณ์สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นกับผู้แต่งให้ได้รับกันแทบทุกคน
การแต่งเพลงที่บังคับใช้เหตุผล  คำร้องในประโยคใดประโยคหนึ่ง ผู้แต่งเลือกที่จะใช้เหตุผลแสดงถึงความมีที่มาในพล็อตเรื่องและนำไปสู่ทางที่ควรจะดำเนินไปได้อย่างถูกต้องตามทิศทางที่ผู้แต่งเองได้กำหนดไว้ในสิ่งที่ควรจะเป็น  ด้วยเหตุผลต่อคำภาษาที่ได้เลือกใช้ ด้วยเหตุผลต่อหนึ่งประโยคและทุกคำต่อไป และทุกประโยคต่อๆไปจนครบรวมกันเป็นหนึ่งท่อน  เพลงจะถูกแต่งสร้างขึ้นมาด้วยหลักแห่งการคิดผสมผสานกับการจินตนาการสร้างให้เกิดเป็นภาพเป็นเรื่องราวได้ตามลำดับที่ถูกกำหนดขึ้นจากพล็อตเรื่องที่ถูกตั้งยึดเป็นหลักไว้ให้ได้แต่งสร้างขึ้น  เพลงที่ผู้แต่งแต่งสร้างขึ้นมา ซึ่งมิใช่เรื่องจริง หรือย่อมคล้ายเหมือนดั่งนิยายและทำไมต้องถึงกับใช้เหตุผลกันมากมายเป็นเรื่องหลักถึงกับหลีกเลี่ยงมิได้เลย  ถึงแม้การแต่งเพลงที่ไม่ใช่เรื่องจริงก็อยากจะแต่งตามใจที่อยากจะแต่งไม่ต้องกล่าวถึงเหตุผลไม่ต้องอ้างอิงถึงที่มาจะเป็นอย่างไรและต่อไปจะจบลงเป็นอย่างไรไม่อยากกำหนดเพราะไม่ใช่เรื่องจริง  อาจจะเป็นเรื่องของการจินตนาการเป็นเรื่องของความฝัน  เพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาอาจจะไม่อยู่กับร่องกับรอยไร้ซึ่งเหตุผลและไร้ทิศทางขาดซึ่งเนื้อหาและหาค่าความหมายมิได้  แต่ถ้าผู้แต่ง เติมแต่งด้วยเหตุผลซึ่งอาจจะเป็นการบังคับแบบเนืองๆให้ซึ่งมีคงไว้อยู่ในหลักแห่งความเป็นจริงบ้างถึงแม้ไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม  ความน่าจะเป็นย่อมเกิดขึ้นตามความเหมาะสมในเรื่องราวที่มีความใกล้เคียงกับเหตุสถานการณ์จริงดั่งที่ว่า  ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้ได้มีความใกล้เคียงเข้าไว้ก่อน  เพียงเท่านี้ผู้แต่งก็ได้ใช้แสดงเหตุผลได้อย่างเหมือนจริงซึ่งเรื่องราวที่แต่งมาไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม  เนื้อหาและทิศทางในเพลงที่แต่งขึ้นก็จะมีความหมายและเป็นที่นิยมใช้หลักวิธีแสดงถึงความมีที่มาและที่ไปได้อย่างมีเหตุผล ถึงแม้เรื่องที่เกิดขึ้นจากการแต่งที่ไม่ใช่ความจริงไม่เป็นเรื่องจริง  แต่ถ้าหากเพลงที่แต่งขึ้นเป็นเรื่องจริง  พล็อตเรื่องเป็นเรื่องของเหตุการณ์จริง  ก็ย่อมต้องใช้เหตุผลแสดงถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นด้วยการเรียบเรียงลำดับของเหตุที่เกิดก่อนและเหตุที่เกิดทีหลังได้อย่างถูกต้องตามลำดับของช่วงเวลาที่ควรจะเป็นกับความที่เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างมีเหตุผลซึ่งควรหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน  ดังนั้นเมื่อผู้แต่งเพลงเลือกที่จะใช้เหตุผลและทุกๆครั้งที่ผู้แต่งเองจะกระทำสิ่งใดก็ตามก็จะมีเหตุผลออกมาให้ได้เกิดขึ้นทุกครั้งกับสิ่งที่เป็นคำพูดหรือเป็นภาษาในการเขียนหรือการออกเสียงพูดก็ตาม  เหตุผลสิ่งเหล่านี้จะตรึกติดเกิดขึ้นเป็นนิสัยให้ได้เข้าใจกับเรื่องราวได้ง่ายและเข้าใจต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
การเลือกใช้คำภาษาให้เหมาะสมกับพล็อตเรื่องที่กำหนดไว้  ในตามหลักของเรื่องจะมีภาษาเป็นสิ่งที่ควรใช้หรือเกิดขึ้นให้ได้ใช้อย่างอัตโนมัติ  ตัวอย่างเช่น  ผู้แต่งมีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับการจีบสาว  เพลงที่แต่งขึ้นก็จะมีเนื้อหาดั่งการเกี้ยวพาราสีหยอกเย้าเคล้าคลอซึ่งกัน  ภาษาที่ใช้ก็จะมีแต่งคำไพเราะเสนาะหูเป็นสิ่งที่น่าสดับรับฟังให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มคล้อยตามเป็นสิ่งที่น่ายินดีชวนให้หลงใหล  ซึ่งอาจจะเรียกภาษาเหล่านี้ว่าเป็นภาษาดอกไม้ หรือเป็นเพลงเกี่ยวกับภาษาดอกไม้ หรือร้องเพลงภาษาดอกไม้ หรือพูดจาภาษาดอกไม้  ผู้แต่งควรจัดแยกแบ่งกลุ่มภาษาของดอกไม้ออกไว้เป็นสัดส่วนหากวันใดผู้แต่งได้แต่งเพลงเกี่ยวกับการเกี่ยวพาราสี  กลุ่มภาษาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติให้ผู้แต่งได้เลือกนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี  ตัวอย่างต่อไป  ผู้แต่งมีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับความพลัดพราก  เพลงที่แต่งขึ้นก็จะมีเนื้อหาห่วงหาอาลัยต่อผู้ที่พลัดพรากจากไปด้วยความที่คิดถึงคละเคล้าปะปนด้วยความโศกเศร้าร้องเรียกให้เกิดความน่าเห็นอกเห็นใจจนเกิดความสงสารถึงกับมีน้ำตาให้เกิดขึ้น  ซึ่งอาจจะเรียกภาษาเหล่านี้ว่า  ภาษาที่น่าเห็นใจ  ให้ผู้แต่งแยกแบ่งกลุ่มของภาษาที่น่าเห็นใจออกไว้เป็นสัดส่วน  หากวันใดวันหนึ่งผู้แต่งได้แต่งเพลงเกี่ยวกับความพลัดพราก  กลุ่มภาษาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นออกมาอย่างอัตโนมัติให้ผู้แต่งได้เลือกนำมาใช้เรียบเรียงเป็นบทเพลงได้ดี  ตัวอย่างต่อไป  ผู้แต่งมีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับการให้กำลังใจ  เพลงที่แต่งขึ้นก็จะมีเนื้อหาของการปลอบโยน โอบอ้อมอารี ช่วยเหลือและแบ่งปันให้คำแนะนำให้แง่คิดมุมมองเกิดเป็นความรู้ให้ได้สติปัญญามีพลังพอที่จะยืนหยัดได้ด้วยตัวของตัวเองซึ่งอาจจะเรียกภาษาเหล่านี้ว่าเป็นภาษาแห่งการจุดประกาย  หรือเป็นเพลงแห่งการจุดประกาย  หรือเป็นคำพูดแห่งการจุดประกายให้ผู้ฟังเกิดแรงบันดาลใจคือการเสริมแรงให้มีพลังมีแนวความคิดเริ่มทำในสิ่งที่ตั้งไว้เป็นอนาคตให้ได้สำเร็จด้วยการต่อสู้ด้วยตัวของตัวเองเท่านั้น  ผู้แต่งคงแยกแบ่งกลุ่มของภาษาแห่งการจุดประกายออกไว้ให้เป็นสัดส่วนหากวันใดผู้แต่งได้แต่งเพลงเกี่ยวกับการให้กำลังใจกลุ่มภาษาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นมาให้ได้เห็นอย่างอัตโนมัติให้ผู้แต่งได้เลือกหยิบนำมาใช้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น  ตัวอย่างต่อไปเป็นตัวอย่างสุดท้าย  ผู้แต่งมีพล็อตเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับหลักแห่งการเปรียบเทียบ  เพลงที่ถูกแต่งขึ้นก็จะมีเนื้อหาเปรียบเปรยสรรพสิ่งเทียบเคียงให้เกิดความที่ใกล้กัน  หรือให้เกิดเรื่องราวที่ใกล้เคียงกัน ภาษาที่ได้ใช้อาจทำให้ได้เกิดแนวคิดหรือสอดแทรกแนวความคิดเปรียบเทียบกับความเป็นจริงรู้สึกขึ้นได้เป็นจริงกับตัวของเรื่องราวที่ได้ถูกกระทำแสดงขึ้น  ซึ่งอาจเรียกภาษาเหล่านี้ว่าเป็นภาษาปรัชญา  หรือเป็นเพลงภาษาปรัชญา หรือได้ร้องเพลงในแนวภาษาปรัชญา หรือจะเป็นการพูดจาภาษาปรัชญา  ผู้แต่งอาจได้จัดแยกแบ่งกลุ่มของภาษาปรัชญาไว้ให้ได้ดี  หากครั้งใดผู้แต่งได้แต่งเพลงที่มีการสอดแทรกภาษาปรัชญานี้เข้าลงไปในบทเพลง  กลุ่มภาษาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างอัตโนมัติให้ผู้แต่งเลือกนำเอามาใช้ได้เป็นอย่างดี